ระเบียบ สนร. ว่าด้วยการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด พ.ศ.2542

ความเป็นมา ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะปัญหาเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ปัจจุบันได้กลายเป็นปัญหาและขยายตัวอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ และลักษณะพิเศษที่สำคัญของการค้าเมทแอเฟตามีน คือการค้าที่มีกลุ่มอิทธิพล กลไกของรัฐบางส่วน เข้ามามีส่วนร่วม
กลไกดังกล่าว ในหลายพื้นที่ ประกอบขึ้นเป็นโครงสร้างการค้าที่คอยให้การสนับสนุนคุ้มครอง และร่วมในขบวนการจนมีสถานะเข้มแข็งและยากต่อการปราบปรามในวิธีการปกติกล่าวโดยสรุป สามารถจำแนกพฤติการณ์เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ได้ดังนี้
1) มีพฤติการณ์ในการกระทำผิดด้านยาเสพติดโดยตรง
2) ให้ความคุ้มครอง สนับสนุน ช่วยเหลือผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
3) การบังคับขู่เข็ญ ให้ผู้อื่นกระทำความผิด โดยอาศัยอำนาจ หน้าที่ สถานภาพ หรือเพื่อแลก เปลี่ยนกับผลประโยชน์อื่นใด
4) รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
5) การใช้อำนาจหน้าที่ โดยทุจริต เช่น การยักยอกของกลาง เป็นต้น

จึงเป็นมูลเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาลยังไม่บรรลุผลเท่าที่ควร จำเป็นต้องกำหนดมาตรการ วางแนวทางการปฏิบัติตนขั้นต้นของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมิให้เข้าไปช่วยเหลือ หรือรับความช่วยเหลือ หรือคบค้าสมาคมกับบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอันจะเป็นวิธีการป้องกัน มิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

วัตถุประสงค์
– เพื่อกำหนดมาตรการในการป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
– เพื่อวางแนวทางการปฏิบัติสำหรับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐในการดำเนินการ กับเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
– เพื่อสนับสนุนให้เกิดมาตรการควบคุมทางสังคมในการสอดส่องดูแลพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

เจตนารมย์ของระเบียบ
1) เพื่อสนับสนุนนโยบายการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 141/2541 ในการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
2) เพื่อให้มีองค์กรทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนพยานหลักฐาน การเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
3) เพื่อให้กลไกของรัฐมีมาตรการในการตรวจสอบและ พิสูจน์พฤติการณ์อย่างรอบคอบรัดกุม เพื่อเป็นการป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐถูกกลั่นแกล้ง อันจะส่งผลต่อการบ่อนทำลายขวัญและกำลังใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ทั้งกรณีส่วนบุคคลและหน่วยงาน
4) เพื่อกำชับให้หน่วยงานของรัฐสอดส่องดูแล ป้องกันเจ้าหน้าที่ในสังกัดมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และดำเนินการทางการบริหารการปกครอง ตามอำนาจหน้าที่ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
5) เพื่อให้สังคมช่วยสอดส่องดูแล และให้ความร่วมมือกับทางราชการในการ ขจัดเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
6) เพื่อให้สังคมมีความเชื่อมั่นต่อความพยายามขจัดเงื่อนไขสำคัญ ที่มีผลต่อการแพร่ระบาดของยาเสพติดของรัฐบาล

มาตรการแก้ไขปัญหา
ระเบียบฉบับนี้กำหนดมาตรการสำคัญ 3 ประการ ให้กลไกของรัฐได้แก้ไขปัญหา เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ประกอบด้วย

  • มาตรการป้องกัน
  • มาตรการปราบปราม
  • มาตรการทางการบริหารและปกครอง

 

buy Apcalis SX Oral Jelly online, acquire dapoxetine.

1. มาตรการป้องกัน

2. มาตรการปราบปราม

3. มาตรการทางการบริหารและการปกครอง

1.1 การรณรงค์ให้ข้อมูลข่าวสารและสร้างจิตสำนึก โดยหน่วยงานของรัฐให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตระหนัก ถึงบทกำหนดโทษต่าง ๆ ที่ได้รับ เมื่อกระทำผิดในคดียาเสพติด ตามกฎหมายและโทษทางวินัย1.2 การประชาสัมพันธ์ชมเชยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ด้านปราบปรามยาเสพติด ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมีผลงานดีเด่น

1.3 สนับสนุนให้เกิดมาตรการควบคุมทางสังคม เพื่อสอดส่องดูแลพฤติการณ์เจ้าหน้าที่ของรัฐในรูปแบบต่าง ๆ

1.4 การสอดส่องดูแลเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้นและ พิจารณาความบกพร่องของผู้บังคับบัญชาที่เพิกเฉยหรือละเลย

1.5 ให้หน่วยราชการต่าง ๆ ตามที่ได้กำหนดจัดให้มีระบบการข่าวและศูนย์รับแจ้งข้อมูลข่าวสาร ในกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

2.1 การดำเนินการทางวินัยอย่างเข้มงวดควบคู่กันไป เมื่อปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกจับกุมในคดียาเสพติด2.2 การพิจารณาโอนคดีและการดำเนินการตามกฎหมาย ว่าด้วยมาตราการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ของกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ในกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกจับกุมในคดียาเสพติดและความผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ในฐานความผิดตั้งแต่ครอบครองเพื่อจำหน่ายขึ้นไป

2.3 การพิจารณาคัดค้านร้องขอ ให้ปล่อยตัวชั่วคราวด้วยความรอบครอบ

3.1 ให้หน่วยราชการต่าง ๆ ตามที่ได้กำหนด จัดให้มีระบบการข่าวและศูนย์รับแจ้งข้อมูลข่าวสารในกรณี เจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องกับยาเสพติด3.2 การจัดให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลหรือข่าวสารการกระทำ ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดประจำกรุงเทพมหานครและส่วนภูมิภาค รวม 5 คณะ

3.3 การใช้มาตการลงโทษทางวินัยของผู้บังคับบัญชาในกรณีชี้ชัดว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

3.4 การใช้มาตรการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐออก นอกพื้นที่ของผู้บังคับบัญชา ในกรณีที่ต้องสงสัยว่า เกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่ผลการสอบสวนไม่แน่ชัด

3.5 การใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนชั้นยศ และความดีความชอบประจำปี

 

มาตรการปราบปราม
เมื่อมีการจับกุมเจ้าหน้าที่ของรัฐในคดียาเสพติด1. จับกุมในราชอาณาจักร

1.1 ให้พนักงานสอบสวนรายงานเลขาธิการ ป.ป.ส. ภายใน 3 วัน เพื่อสรุปข้อเท็จจริงรายงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และแจ้งผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกจับกุมดำเนินการทางวินัย

1.2 กรณีจับกุม
– คดียาเสพติดข้อหาผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย ครอบครองเพื่อจำหน่าย
– ครอบครองซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 หรือประเภท 2 เกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด อันเป็นความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท
– ต้องหาว่ากระทำความผิดต่อตำแน่งหน้าที่ราชการหรือ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมการประมวลกฎหมายอาญา และความผิดดังกล่าวนั้นเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในข้อหาผลิต นำเข้า ส่งออก จำน่าย ครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือเกี่ยวเนื่องกับการครอบครองซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 หรือประเภท 2 ให้เจ้าหน้าที่พนักงานผู้รับแจ้ง ไปยังกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดภายใน 48 ชั่วโมง

กรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) เห็นว่าเป็นคดีสำคัญหรืออาจเกี่ยวพันกับการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 (มาตรการสมคบ มาตรการริบทรัพย์สิน) สามารถ
1. ให้แจ้งพนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวผู้ต้องหาและของกลาง ไปยังกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เพื่อดำเนินคดี
2. ส่งนายตำรวจตั้งแต่ตำแหน่งสารวัตรขึ้นไป ไปตรวจสอบ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการสอบสวนคดีนั้น
3. ให้พนักงานสอบสวน กองบังคับการสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เข้าร่วมสอบสวนด้วย

1.3 เมื่อปรากฎผลการสอบสวนว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐมิได้กระทำความผิดและพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ให้พนักงานอัยการแจ้งเลขาธิการ ป.ป.ส. เพื่อที่จะรายงานต่อ ป.ป.ส. และแจ้งไปยังผู้บังคับบัญชา ของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีคำสั่งให้ยุติการดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นทันที

1.4 ในกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐตกเป็นจำเลย และได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นพิจารณาคดีของศาล ให้พนักงานอัยการพิจารณาคัดค้านคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนั้น ตามควรแก่กรณี

2. จับกุมนอกราชอาณาจักร

2.1 เมื่อกระทรวงการต่างประเทศได้รับแจ้งหรือทราบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้แจ้งเลขาธิการ ป.ป.ส.

2.2 เลขาธิการ ป.ป.ส. สรุปข้อเท็จจริง รายงาน ป.ป.ส. และแจ้งผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิด

2.3 สำนักงาน ป.ป.ส. ติดตามผลการดำเนินคดี และเมื่อคดีถึงที่สุด ให้รายงาน ป.ป.ส. และแจ้ง ไปยังผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

มาตรการทางการบริหารและการปกครอง

1. ให้หน่วยงานที่สำนักนายกรัฐมนตรีประกาศ จัดให้มีศูนย์รับแจ้งข้อมูลหรือข่าวสารเจ้าหน้าที่ของรัฐ เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และมีบุคลากรทำหน้าที่รวบรวมและตรวจสอบพฤติการณ์ตามที่ได้ทำการร้องเรียน

2. สำนักงาน ป.ป.ส. ประจำภาคต่าง ๆ ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการกลั่นกรองรับข้อมูลจาก หน่วยงานตามข้อ 1. และข้อมูลที่ได้รับแจ้งเอง ดำเนินการสรุปผลการตรวจสอบพร้อมพยานหลักฐาน เสนอคณะกรรมการกลั่นกรองฯ

3. คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาการกระทำที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และแสวงหาข้อมูลหรือ ข่าวสารเพิ่มเติม
3.1 เมื่อวินิจฉัยเบื้องต้นว่าเรื่องที่กล่าวหาร้องเรียนมีมูลเพียงพอ ให้แจ้งเลขาธิการ ป.ป.ส. ภายใน 3 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับวินิจฉัย
3.2 เลขาธิการ ป.ป.ส. แจ้งผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นทราบภายใน 10 วัน นับตั้งแต่วันที่รับแจ้ง

4. ผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกกล่าวหา ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

4.1 พิจารณาเบื้องต้น (อาจขอข้อมูลหรือข่าวสารหรือพยานหลักฐานจากคณะกรรมการกลั่นกรองฯ) แล้วมีคำสั่งยุติเรื่องหรือสั่งดำเนินการทางวินัย ให้แจ้งคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ภายใน 10 วัน นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่ง เพื่อคณะกรรมการกลั่นกรองฯ รายงานเลขาธิการ ป.ป.ส.
4.2 กรณีดำเนินการทางวินัย ไม่ว่าจะสั่งลงโทษหรือไม่ ให้แจ้งคณะกรรมการกลั่นกรอง ภายใน 10 วัน นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่ง เพื่อคณะกรรมการกลั่นกรองฯ รายงานเลขาธิการ ป.ป.ส.
4.3 กรณีมีเหตุอันควรสงสัยอย่างยิ่งว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นเกี่ยวข้องกับยาเสพติดแต่การสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัด พอที่จะสั่งลงโทษทางวินัยได้ อาจพิจารณาใช้มาตรการบริหารดำเนินการได้แก่
4.3.1 สั่งย้ายออกนอกเขตพื้นที่ โดยอาจมีคำสั่งให้รายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชาตามระยะเวลาที่กำหนดด้วย ก็ได้
4.3.2 นำพฤติการณ์มาประกอบการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งการเลื่อนขั้นเงินเดือน ยศ หรือระดับ รวมตลอดถึงการพิจารณาความดีความชอบประจำปี และการจ่ายโบนัส หรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะเดียวกันแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น


หมวดหมู่ law ป้ายกำกับ
  • กองบัญชาการตำรวจปราบยาเสพติด

88 ม.3 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. 10210
โทรศัพท์ : 02-521-8012 ถึง 8
แฟกซ์ : 02-521-8279

เพลง : เพียงเพราะเป็นเธอ
โดย : กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด