พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534

กฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามนายทุน หรือตัวการสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการลักลอบค้ายาเสพติด ซึ่งมาตรการกฎหมายเดิมที่มีอยู่ไม่สามารถนำตัวมาลงโทษได้ เพราะติดขัดเรื่องของการหาพยานหลักฐานที่จะเชื่อมโยงไปถึงตัวบุคคลเหล่านั้น ในฐานะผู้กระทำผิด ตามข้อหาที่มีอยู่ตามกฎหมายเดิม กฎหมายฉบับนี้ใช้กับความผิดเกี่ยวกับเสพติด ที่ระบุไว้เท่านั้น คือ
1. ใช้กับข้อหาผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือครอบครองเพื่อจำหน่ายรวมถึงการสมคบสนับสนุน ช่วยเหลือหรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าว (มาตรา 3)
2.ต้องเป็นกรณียาเสพติดที่ระบุในกฎกระทรวง คือ เฮโรอีน, มอร์ฟีน, ฝิ่น, โคคาอีน,อาเซติดแอนไฮโดรด์, อาเซติลคลอไรด์, เอทิลดีนไดอาเซเตต, กัญชา, วัตถุออกฤทธิ์กลุ่มแอมเฟตามีน, แอลเอสดี และ อีเฟดรีน
กฎหมายฉบับนี้กำหนดมาตรการพิเศษเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการปราบปราม 3 ประการ1. ข้อหา “สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด”
กำหนดให้บุคคลที่สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติดในเรื่องของการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายและครอบครองเพื่อจำหน่าย มีความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด (มาตรา 8) ความผิดฐานสมคบนี้ แม้ยังไม่มีการกระทำความผิด ตามที่ได้ตกลงกัน ก็เป็นความผิดสำเร็จตามกฎหมายแล้ว เพราะกฎหมายต้องการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถจับกุมตัวผู้สั่งการ หรืออยู่เบื้องหลังการกระทำความผิดลงโทษได้ แต่เพื่อป้องกันมิให้มีการนำเอาข้อหานี้ไปใช้อย่างพร่ำเพรื่อหรือใช้กลั่นแกล้ง ผู้บริสุทธิ์ จึงกำหนดขั้นตอนการกลั่นกรองไว้ โดยการจับกุมหรือแจ้งข้อหานี้ จะต้องได้รับอนุมัติจากเลขาธิการ ป.ป.ส.ก่อน (มาตรา 14) โดยผู้ขออนุมัติจับกุมคือหัวหน้าในการสืบสวน (ชั้นสัญญาบัตร) หรือเป็นข้าราชการพลเรือนตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป หรือหัวหน้าพนักงานสอบสวน ส่วนผู้ขออนุมัติแจ้งข้อหา คือ หัวหน้าพนักงานสอบสวน ซึ่งในการขออนุมัติจับกุมหรือแจ้งข้อหา ผู้ยื่นคำขอต้องยื่น คำขออนุมัติพร้อมหลักฐานตามที่ได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 2. มาตรการริบทรัพย์ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
2.1 การริบทรัพย์สินของกลางในคดียาเสพติดตามมาตรา 30
การริบทรัพย์สินตามาตรานี้เป็นมาตรการเสริมการริบทรัพย์ตามกฎหมายอาญาเดิม ซึ่งมีขอบเขตจำกัดในเรื่องของทรัพย์สินที่ศาลจะสั่งริบกฎหมายฉบับนี้จะได้ขยายความหมายของทรัพย์สินที่ศาลจะสั่งริบให้กว้างออกไป เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เข้าไปพัวพันกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งมีปริมาณมากและสลับซับซ้อนกว่าทรัพย์สินที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมประเภทอื่น ๆ และในกฎหมายฉบับนี้ยังเปลี่ยนแปลงปลายทางของทรัพย์สินที่ถูกศาลสั่งริบ ซึ่งปกติจะตกเป็นของแผ่นดินให้ตกเป็นของ “กองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด” ซึ่งเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำทรัพย์สินที่ได้จากการริบไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดต่อไป
ทรัพย์สินที่ริบตามมาตรการ 30 นี้เป็นทรัพย์สินที่เอื้ออำนวยในการกระทำผิดเท่านั้น คือ
– ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เช่น เครื่องอัดไฮโดรลิก ซึ่งใช้ในการอัดเฮโรอีนหรือกัญชาเป็นก้อน เพื่อความสะดวกต่อการขนส่งไปจำหน่าย กระทะ กะละมัง ที่ใช้ในการเคี่ยวฝิ่นในการผลิต เฮโรอีน รถยนต์ที่ใช้ในการขนส่งลำเลียงยาเสพติด ช้างไม้แกะสลักซึ่งใช้บรรจุซุกซ่อนเฮโรอีนเพื่อนำส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ
– ทรัพย์สินที่ใช้เป็นอุปกรณืให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหมายถึงเป็นทรัพย์สิน ที่เป็นส่วนประกอบช่วยในการกระทำความผิดสำเร็จได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น แต่มิใช่ทรัพย์สินที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความผิดสำเร็จคือแม้ไม่มีทรัพย์สินที่เป็นอุปกรณ์นี้การกระทำความผิดก็อาจสำเร็จได้แต่อาจไม่สะดวก ซึ่งได้แก่ รถยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะในการติดต่อเพื่อซื้อขายยาเสพติดหรือควบคุมการลำเลียง โทรศัพท์มือถือ ซึ่งใช้ในการติดต่อเจรจาซื้อขายยาเสพติด
– ทรัพย์สินที่มีไว้ใช้ในการกระทำความผิด ได้แก่ ถุงพลาสติก สก๊อตเทปที่เตรียมไว้ในการบรรจุหีบห่อยาเสพติด ไม่ซึ่งเตรียมไว้เพื่อเป็นลังบรรจุซุกซ่อนยาเสพติดเป็นต้น
การดำเนินการต่อทรัพย์สินของกลางเหล่านี้ ในชั้นจับกุมและสอบสวน เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเช่นเดิม เมื่อสำนวนการสอบสวน ในคดียาเสพติดนั้นมาถึงชั้นพนักงานอัยการ พนักงานอัยการ จะอาศัยความตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัตินี้พิจารณายื่น คำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดียาเสพติดนั้น เพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์ของกลางในคดีให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เมื่อศาลสั่งรับคำร้องแล้วให้ศาลสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ที่จำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกัน เพื่อเป็นการแจ้งให้เจ้าของทรัพย์สินมาร้องขอทรัพย์สินคืนโดยต้อง ยื่นคำร้องเข้ามาในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา หรือคำสั่งซึงผู้มีหน้าที่ประกาศตามมาตรา 30 นี้ ในทางปฏิบัติคือ เลขาธิการ ป.ป.ส. ซึงเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนี้ ในการประกาศตามกฎหมายนี้กำหนดให้ต้องประกาศทุกกรณี แม้อาจจะรู้ตัวผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินก็ตาม

การริบทรัพย์สินของกลางตามมาตรา 30 นี้ กำหนดให้ริบทรัพย์สินทั้งสิ้นแม้จำเลยในคดีนั้นไม่ถูกลงโทษตามคำพิพากษาก็ตาม แต่การที่ศาลจะสั่งริบทรัพย์สินได้ก็คงต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และเจ้าของ ทรัพย์สินตามกระบวนการดังนี้
ก. โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฎหลักฐานฟังได้ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้กระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
ข. เจ้าของทรัพย์สินจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุสมควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิด และจะมี การนำทรัพย์สินของตนไปใช้ในการกระทำความผิดหรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผล ในการกระทำความผิดแล้วแต่กรณี
ค. ถ้าเจ้าของทรัพย์สินพิสูจน์ไม่ได้ หรือไม่มีผู้ใดร้องขอเข้ามาในคดีก็ให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้นได้ หลังจากพ้นกำหนด 30 วัน นับตั้งแต่วันแรกของการประกาศในหนังสือพิมพ์ ซึ่งในการนี้กฎหมายตัดสิทธิเจ้าของทรัพย์สินโดยจะอ้างว่ามิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดและร้องของคืนทรัพย์สินภายในหนึ่งปี นับตั้งแต่วันที่มีการพิพากษาถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ไม่ได้

2.2 การริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หมายถึง เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับ มาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และให้รวมถึงเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยการใช้เงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวซื้อหรือกระทำไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ให้เงินหรือทรัพย์สินนั้นเปลี่ยนสภาพ ไปจากเดิมไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนสภาพกี่ครั้ง และไม่ว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นโอนไปนของบุคคลอื่น หรือปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลอื่นก็ตาม
การริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องฯ นี้ กฎหมายกำหนดให้มีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน” ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยตำแหน่ง โดยมีประธาน ป.ป.ส. เป็นประธาน ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นรองประธาน อัยการสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน อธิบดีกรมตำรวจ อธิบดีกรมบังคับคดี อธิบดีกรมศุลกากร อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการและเลขาธิการ ป.ป.ส. เป็นกรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน
มีอำนาจหน้าที่สำคัญในขั้นตอนการตรวจสอบทรัพย์สินวินิจฉัยความเกี่ยวเนื่องของทรัพย์สินกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติดตลอดทั้งมีอำนาจ ในการสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้จนกว่าคดีถึงที่สุดโดยคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือศาลมีคำพิพากษา
เมื่อผู้ค้ายาเสพติดถูกจับกุมในคดียาเสพติดและคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินเห็นว่าผู้ต้องหานั้นมีพฤติการณ์ค้ายาเสพติดมานาน และมีทรัพย์สินที่สงสัยว่าได้มาจากการค้ายาเสพติด ก็จะมีคำสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สินของผู้นั้น สำหรับกรณีเร่งด่วน เลขาธิการ ป.ป.ส. มีอำนาจเช่นเดียวกับคณะกรรมการฯ และหากพบว่าบุคคลอื่นมีทรัพย์สินที่เกี่ยวพันกับผู้ต้องหาคณะกรรมการหรือเลขาธิการ ป.ป.ส. ก็มีอำนาจสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สินของผู้นั้นด้วย
ในการตรวจสอบทรัพย์สินคณะกรรมการฯ หรือเลขาธิการฯ จะมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่
5-7 นาย จากสำนักงาน ป.ป.ส. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้องภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการฯ ดังกล่าว ในระหว่างนั้นคณะกรรมการหรือเลขาธิการฯ มีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินเพื่อป้องกันการซุกซ่อน โยกย้าย ยักย้ายไว้ชั่วคราว จนกว่าคณะกรรมการฯ จะมีการวินิจฉัย
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่รวบรวมหลักฐานเสร็จแล้ว ก็จะเสนอผลกการตรวจสอบให้คณะกรรมการพิจารณา เมื่อคณะกรรมการฯ วินิจฉัยว่าทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็จะมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดไว้แล้วเสนอพนนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องของให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้นต่อไป หากศาลเห็นว่าทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลจะสั่งริบทรัพย์สินนั้นให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

3. มาตรการขยายเขตอำนาจศาล

ตามปกติ ศาลไทยจะมีอำนาจลงโทษผู้กระทำความผิดที่กระทำความผิดในประเทศไทยเท่านั้น แต่กฎหมายนี้ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ว่า แม้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนอกประเทศไทยศาลไทยก็สามารถลงโทษได้ หากเข้าเงื่อนไขหนึ่งดังต่อไปนี้
1 ผู้กระทำความผิดหรือผู้ร่วมกระทำความผิดคนใดคนหนึ่งเป็นคนไทยหรือมีถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทย หรือ
2 ผู้กระทำความผิดเป็นคนต่างด้าว และได้กระทำโดยประสงค์ให้ความผิดเกิดขึ้นในราชอาณาจักรหรือรัฐบาลไทยเป็นผู้เสียหายหรือ
3 ผู้กระทำความผิดเป็นคนต่างด้าวและการกระทำนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายของรัฐที่การกระทำเกิดขึ้นในเขตอำนาจของรัฐนั้น หากผู้นั้นได้ปรากฎตัวอยู่ในราชอาณาจักรและมิได้มีการส่งตัวผู้นั้นออกไปตามกฎหมาย ว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน


  • กองบัญชาการตำรวจปราบยาเสพติด

88 ม.3 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. 10210
โทรศัพท์ : 02-521-8012 ถึง 8
แฟกซ์ : 02-521-8279

เพลง : เพียงเพราะเป็นเธอ
โดย : กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด